รีวิวหนังสือ : Reason to Stay Alive – แด่ผู้แหลกสลาย
“ไม่หายป่วยหรอก แต่ก็เป็นหลักฐานว่า คนที่ป่วย ก็ใช้ชีวิตได้อยู่นะคะ” “แมต เฮธ เค้าโชคดีที่มีครอบครัวคอยสนับสนุน” รุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยเผชิญปัญหาและได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว เล่าให้ฟัง
หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เขียนโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยชาวเกาหลี เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษานักเรียนนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การทำงาน หนังสือเล่มนี้พูดถึงชีวิตของนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่ีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย สิ่งที่อาจจะต้องพบเจอในชีวิตนักศึกษา สิ่งที่จะต้องพบเจอหลังจากที่เรียนจบเข้าสู่วัยทำงาน
1.) นาฬิกาชีวิต: ตอนชีวิตของคุณกี่โมงแล้ว — ให้เปรียบเทียบว่าอายุของคน 80 ปีเทียบเท่ากับนาฬิกา 24 ชั่วโมง อายุ 20 ปีจะเท่ากับเวลา 6 โมงเช้า อายุ 50 ปีเท่ากับบ่ายสามโมง หากคิดว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วแต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ให้นึกไว้ว่า ชีวิตเพิ่งจะเท่ากับเวลาตอนเช้าตรู่ ความรู้สึกว่า’สายไปเสียแล้ว’เป็นความรู้สึกที่เราจินตนาการขึ้นมาเอง
2.) จงไล่ตามความปรารถนาของคุณไป — ผู้เขียนให้คำปรึกษาแก่คน ๆ หนึ่ง เขามีความปรารถนาที่จะเป็น อาจารย์ แต่เขาลังเลที่จะตัดสินใจ สุดท้ายเขาก็อดทนทำตามความฝันที่จะเป็นอาจารย์ต่อไป คนส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อตามความนิยมในขณะนั้น แต่สิ่งที่เรียนและอาชีพที่ทำอาจจะไม่ใช่ความปรารถนาที่แท้จริง – เปรียบเทียบกับสตี๊ฟ จ๊อป เขาไม่ได้ทำเพื่อเงิน แต่เขาทำเพื่องานที่เขาอยากทำ ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าการตัดสินใจทำตามที่ปรารถนาจะทำให้เป็นเศรษฐี แต่จะทำให้ไปสู่ความฝันได้เร็วขึ้น
3.) ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน — ดอกไม้แต่ละชนิดผลิบานในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดอกไม้แต่ละชนิดสวยงามไม่มีดอกไม้ชนิดใดยอดเยี่ยมมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น อาจเปรียบเทียบตัวคนกับดอกไม้ได้ อดีตประธานาธิบดีเกาหลี คิมแดจุง ได้รับรางวัลโนเบลตอนอายุ 75 ปี อย่าท้อแท้หากมองเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จได้ดีกันหมดแต่เรายังทำไม่ได้ ช่วงเวลาของแต่กละคนอาจไม่เหมือนกัน ถึงกับมีสุภาษิตจีนที่พูดว่าสอบได้จอหงวนเร็วเกินไปมีแต่ความทุกข์ ทุกคนมัวแต่ยึดติดกับการประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วจนลืมไปว่าชีวิตคนเรายืนยาวกว่านั้น
4.) คำตอบนั้นไม่อาจหาได้จากที่ไหน นอกจากนัยน์ตาของคุณ — บางคนมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเหมือนกับว่าตัวเองเป็นลูกธนู บางคนยังไม่มีเป้าหมายที่แน่นอนเหมือนกับตัวเองเป็นเรือกระดาษ คนที่เหมือนลูกธนูต้องการคำยืนยันจากผู้ที่รับฟังว่าเป็นเป้าหมายที่ดี สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือการลงมือทำให้สำเร็จจริงทีละเล็กทีละน้อย ส่วนคนที่เหมือนเรือกระดาษมีความโลเลไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะเลือกทางไหน ลังเลและเปลี่ยนแปลงง่าย ให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่น การพูดคุยกับคนอื่นอาจช่วยให้ค้นหาคำตอบได้ หลุมพรางของคนที่เป็นเหมือนเรือกระดาษคือความเฉื่อยชา ให้ทบทวนกับตัวเองอยู่เสมอว่าต้องการอะไร
5.) บางครั้งอาจต้องพึ่งดวง — คนที่ตั้งเป้าหมายแล้วทำไม่สำเร็จอาจทำให้รู้สึกหมดความมั่นใจ คนที่ตั้งเป้าหมายแล้วทำให้สำเร็จได้แล้วอาจจะไม่รู้ว่าควรจะต้องทำอะไรต่อไป อย่าตั้งเป้าหมายที่ตายตัวจนเกินไปเพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ให้ลองผิดพลาดดูบ้าง การพึ่งดวงคือความผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด ลองไม่วางแผนหรือตั้งเป้าหมายดูบ้าง ให้มั่นใจในความสามารถของตัวเอง อย่ายึดติดว่าการทำได้สำเร็จตามเป้าหมายเป็นเรื่องของดวง
6.) ตัวฉันและบททดสอบ อย่าเพิ่งเร่งรีบดำเนินชีวิตไปเพื่อความมั่นคง — หลายคนพยายามเรียนพิเศษเพื่อที่จะสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท โดยคิดว่าใบปริญญาสามารถทำให้มีรายได้สูง ทำให้ชีวิตมีความมั่นคง ให้คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ ระวังความรู้สึกเสียใจที่เกิดจากความผิดพลาดจากการพยายามสอบเข้าเรียน การสมัครเข้าทำงานที่ไม่สนุกแต่มีรายได้สูง และความผิดพลาดจากสอบไม่ผ่านหรือสมัครเข้าทำงานไม่ได้
7.) อย่าเพิ่งบริหารเงินตอนนี้ — การหาเงินให้ได้มากและการบริหารเงินเป็นหัวข้อที่คนวัยเรียน หรือคนที่มีอายุประมาณ 20 ปีเป็นต้นไป ให้ความสำคัญ การใส่ใจแต่เรื่องการหาเงิน การบริหารเงิน อาจทำให้ไม่ได้พัฒนาความสามารถของตัวเอง ไม่ได้ใช้เวลากับการทำงานที่ตัวเองชอบมากกว่า ไม่สามารถรับผิดชอบงานหลักได้ดี – การให้ความสำคัญกับการลงทุนกับตัวเองน่าจะดีกว่า
8.) หยุดเดินแล้วหันหลังมองสักเล็กน้อย — หลายคนใส่ใจกับการปฏิบัติมากเกินไป จนลืมเป้าหมาย และวิธีการไปให้ถึงเป้าหมาย ให้ลองหยุดทบทวนตัวเองด้วยการอ่านหนังสือ คุยกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ท่องเที่ยว แล้วจึงค่อยกำหนดเป้าหมาย วิธีการ แล้วค่อยลงมือทำ
9.) ถ้าไม่อิจฉาเลยคือพ่ายแพ้ — ความอิจฉาคือความรู้สึกไม่พึงพอใจในความสำเร็จของคนอื่น แต่ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อสำเร็จเหมือนคนอื่นบ้าง หากไม่อิจฉาเลยก็จะไม่มีความต้องการที่จะพัฒนาตัวเอง และยอมรับการไร้ความสามารถของตัวเอง
10.) จดหมายถึงคุณ – ความหดหู่ — คนทุกคนมีอารมณ์ มีความรู้สึกอ่อนไหว และใช้ความรู้สึกหดหู่เป็นข้ออ้างที่จะได้หยุดพัก แต่ในความจริงแล้วนั่นคือพฤติกรรมขี้เกียจต่างหาก ต้องกระตุ้นตัวเองให้ได้ สลัดความหดหู่ออกไป ด้วยการใส่ใจเป้าหมายของตัวเอง แล้วลงมือทำเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้
11.) ความทุกข์คือพลังของฉัน — ความทุกข์เกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความโหดร้ายของความทุกข์ แต่เป็นสภาพตัวเราที่เป็นทุกข์ เมื่อรู้สึกเป็นทุกข์ต้องตระหนักให้ได้ว่าเดี๋ยวความทุกข์มันก็จะผ่านไปไม่จดจ่อจมปลักอยู่กับความทุกข์ ให้คิดว่าตวามยากลำบากคือบททดสอบที่หลายคนอาจไม่มีโอกาสที่จะได้รับประสบการณ์นี้ และจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
12.) พื้นไม่ลึกเท่าที่คิด — ความไม่รู้ ทำให้เรากลัวถึงขนาดที่คิดว่าเรากำลังจะตาย การตัดใจ ล้มเลิก ทำได้ยากเพราะความหวาดกลัว การตัดใจไม่ใช่เรื่องขี้ขลาดและไม่ใช่การบ่มเพาะความท้อใจ บางครั้งอาจต้องลองตัดใจปล่อยมือจากเป้าหมายที่ยึดมั่นไว้ แล้วอาจจะมีแรงมากขึ้น ลองใหม่อีกรอบ หรือได้พบกับเป้าหมายอื่นที่เหมาะกับตัวเองมากกว่า
13.) ใครคนหนึ่งคือทะเลกว้างของคุณ — การคบหาดูใจกับเพศตรงข้ามหลายคน เป็นวิธีที่ไม่ดี เหมือนเป็นการคบแบบเผื่อเลือก เราจะไม่มีวันเจอคนที่ดีที่สุด เพราะคนไม่ใช่สิ่งของ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ไม่ใช่การ”เลือก”คู่ที่ดีที่สุด แต่คือการ”เป็น”คู่ที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงแต่ผลประโยชน์จากการคบหา จงมั่นใจที่จะรักใครคนหนึ่ง เพราะใครคนนั้นอาจจะเป็นทะเลกว้างสำหรับเรา
14.) ไม่จำเป็นต้องรัก 2.0 — การมีความรักต้องไม่ใช่ความรักแบบเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าจะมีความรักต้องเป็นความรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่อย่างนั้นอย่ามีความรักจะดีกว่า แต่ต้องระวังไม่ให้ความรัก และความผิดหวังจากความรักส่งผลต่อการเรียน การใช้ชีวิต
15.) ปฏิวัติจากภายใน : เรื่องราวของฟรีดา คาห์โล — ฟรีดา คาห์โล เป็นนักวาดภาพ ประสบอุบัติเหตุทำให้เดินไม่ได้ และมีปัญหาชีวิตคู่ เธอไม่ยอมให้ความพิการทางร่างกาย หรือความรู้สึกทุกข์ใจ ส่งผลต่อชีวิต เธอใช้การวาดภาพเป็นเครื่องมือในการปฏิวัติตัวเอง ใช้การหมกมุ่นกับการวาดภาพเป็นจุดยึดเหนี่ยวจิตใจ การปฏิวัติที่แท้จริงคือการลงมือทำ ไม่ใช่การบ่นถึงความโชคร้ายของตัวเอง
16.) สมุดตรวจข้อผิดของชีวิต — คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามข้อผิดพลาด พยายามจะลืมข้อผิดพลาด การใช้สมุดจดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เราได้ตรวจสอบตัวเอง รู้จักระมัดระวัง ไม่ให้ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
17.) ตอนนี้คืออายุที่แก่ที่สุดในชีวิต — คนที่อายุมาก มักจะพูดว่าตอนที่อายุน้อยกว่านี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด นั่นเพราะว่ารู้สึกว่ายิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว ทุกๆช่วงเวลาของชีวิต มีเรื่องที่ต้องตัดสินใจอยู่ตลอด ทุกช่วงเวลามีสิ่งที่เราต้องกังวลอยู่เสมอ “ตอนนี้”คือช่วงเวลาที่เราแก่ที่สุดในชีวิต ถ้าหากเราไม่ได้กังวลกับอะไรเลย ต้องพิจารณาให้ดีว่า มีอะไรที่ผิดแน่นอน
18.) แม้วันนี้ลำบากจนอยากตาย แต่อาจมีใครหลายคนปรารถนาอยากเป็นคุณ — สังคมสมัยใหม่มีการแข่งขันสูง เรามักจะคิดว่าเรายังไม่ดีพอ เรามักจะคิดว่าเรารู้สึกเป็นทุกข์ แล้วคนอื่นมีความสุขมากกว่าตัวเรา เราอยากให้ชีวิตดียิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ เป็นเรื่องปกติสำหรับปัจจุบัน แต่ต้องระวังไม่ให้โลภมากจนเกินไป และต้องไม่กดดันตัวเองจนเกินไป อย่าลืมว่าแม้ตอนนี้เราจะลำบากมากแต่ก็ยังมีคนอีกมากมายที่อยากจะเป็นตัวเรา แม้จะเป็นเพียงแค่วันเดียวในชีวิตของเขาก็ตาม
19.) จดหมายถึงผม – ความฝันที่ลุกโชติช่วง — ผู้เขียน ได้เขียนบันทึกเพื่อไม่ให้ลืมว่า กว่าจะมาถึงวันที่ผู้เขียนได้มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามที่ไฝ่ฝันไว้ จะต้องฝ่าฟันความลำบากอะไรมาบ้าง การเขียนจดหมายถึงตัวเองจะช่วยให้ได้ทบทวนตัวเอง และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองว่าสามารถทำได้ตามที่ฝันไว้ การลืมความฝันของตัวเองน่ากลัวยิ่งกว่าการไม่สามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้
20.) จดหมายถึงคุณ – หลังจากเลิกรา — คนที่ผิดหวังกับความรัก มักจะเสียใจ และไม่ยอมรับความจริงที่ว่า การเลิกราเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ บางคนโทษว่าเป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า แล้วก็เอาแต่ทรมานตัวเองด้วยความรู้สึกทุกข์ใจ เราต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่ายังไงก็ตามเราต้องใช้ชีวิตต่อไป ชีวิตเรายังไม่จบลงง่ายๆ ให้คิดว่าที่ผ่านมาเพียงแค่ป่วย ไม่สบายเท่านั้นเอง
21.) การล้มเลิกภายในสามวันเป็นเรื่องปกติ เพราะรูปแบบของการใช้ชีวิตไม่ใช่การตัดสินใจที่แน่วแน่ แต่เป็นการฝึกหัด — การตัดสินใจทำอะไรสักอย่างแล้วล้มเลิกภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมาก เพราะว่าการที่จะทำอะไรให้เกิดผลสำเร็จได้จริงไม่ใช่เพียงแค่คิด ตัดสินใจ แต่ต้องลงมือทำ การลงมือทำให้สำเร็จไม่ใช่เพียงแค่ทำเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน จะประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นลงมือทำในวันพรุ่งนี้ แต่ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทำให้สำเร็จ แล้วลงมือทำเลยตั้งแต่วันนี้ทีละเล็กทีละน้อย
22.) อย่าเล่นคนเดียว — ในปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องเปราะบางมากกว่าอดีต ความขัดแย้งกันเพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้มีปัญหาใหญ่ได้ ในยุคนี้ผู้คนเริ่มห่างเหินกัน ใช้ชีวิตอยู่กับโทรทัศน์หรือโทรศัพท์ไม่ใช่เวลาทำกิจกรรมกับคนอื่น ทำให้เสียความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น เข้ากับคนอื่นไม่เป็น ให้หยุดใช้เครื่องมือแล้วหันมาทำกิจกรรมกับคนรอบข้างให้มากขึ้น
23.) จงตามหาอาจารย์ของคุณ — ในอดีตอาจารย์กับนักเรียนมีความสนิทสนมใกล้ชิดกันมากกว่าตอนนี้ ในปัจจุบันอาจารย์ถูกกดดันจากมหาวิทยาลัย มีงานที่ต้องทำมากมายและไม่มีเวลาที่จะใส่ใจดูแลนักเรียนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคมการเรียนรู้ ให้นักเรียนเดินไปหาอาจารย์เพื่อขอคำแนะนำบ่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการเรียนจากอาจารย์ให้ได้มากกว่าที่จะต้องถูกอาจารย์ปล่อยทิ้งไว้
24.) จงเปิดโลกเช้าวันใหม่ ด้วยกลิ่นน้ำหมึกที่สดชื่น — ให้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ให้มาก ลดการอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวจะสรุปข่าวที่สำคัญและหลากหลายมาให้เราอ่าน แต่อินเตอร์เน็ตมีข่าวหลายแหล่งในหัวข้อเดียวกัน เรามักจะเลือกอ่านเฉพาะข่าวที่เราสนใจ ทำให้เราไม่ได้รับรู้ข่าวสารที่ครอบคลุมครบถ้วน ผู้บริหาร ผู้นำ มีวิสัยทัศน์ และมีมุมมองที่กว้าง หลากหลาย เพราะเลือกอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์
25.) บทความเติมพลังให้ชีวิต — การฝึกเขียนบทความอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความสามารถในการถ่ายทอดความคิดของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้และเข้าใจ ผู้ที่ได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจะเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษแตกต่างจากคนอื่น ช่วยให้มีความสามารถในการสื่อสาร มีความสามารถในการใช้คำใช้ภาษา ไม่ใช่เฉพาะนักเขียนแต่สำคัญกับทุกคน ให้เขียนบ่อยๆ ไม่ใช่เพียงแค่บทความบนโพสต์ในสื่อโซเชียล หรือมินิบล๊อค แต่ต้องเป็นบทความจริงๆ
26.) จงอยากได้ความรู้ที่หลากหลายที่อยู่รอบกาย — ในมหาวิทยาลัยมีตัวเลือกวิชาเอกที่หลากหลาย ในหัวข้อเดียวกันอาจจะสามารถแตกเป็นวิชาเอกได้อีกหลายแขนง การเรียนเฉพาะทางอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต หลายคนเลือกเรียนตามคะแนนความนิยม หรือชื่อเสียงของสาขาวิชา จนลืมนึกไปว่าอนาคตอาจจะไม่มีงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนก็ได้ การเรียนสาขาวิชาที่หลากหลาย เรียนควบกันไปมากกว่า 1 สาขาวิชา จะช่วยให้ความความรู้ที่หลากหลายกว่า มีประโยชน์มากกว่าการเรียนเพียงแค่สาขาวิชาเดียว
27.) จิ๊กซอชีวิต 29,220 ชิ้น — คนเรามักจะให้ความสำคัญกับความเร่งรีบ จนลืมว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปไหน และลืมถามตัวเองว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ ความสำเร็จของชีวิตไม่ใช่การชนะยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ต้องค่อยๆต่อจิ๊กซอของตัวเองในทุกๆวันด้วยความตั้งใจ ให้ร่างภาพใหญ่ของชีวิตให้ชัดเจน อย่ากังวลว่า “ต้องทำอย่างไร” แต่ให้ไตร่ตรองให้รอบคอบว่า “วันนี้ฉันจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานี้ได้บ้าง” ถ้าคิดว่าวันนี้เป็นจิ๊กซอชิ้นหนึ่งของชีวิต หากจิ๊กซอชิ้นนี้ขาดหายไป จะรู้สึกเสียดายมากแค่ไหน
28.) อย่าอ้างว่ายุ่งจนไม่มีเวลา –หมอที่มีผลงานมากมายคนหนึ่งบอกว่าเกลียดคำพูดที่ว่า “ไม่มีเวลา” เคล็ดลับการจัดการชีวิตให้ได้ผลงาน 4 ข้อ 1.) จัดการเวลาให้สัมพันธ์กับเป้าหมาย ให้ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ให้ทำสิ่งที่สำคัญก่อน และไม่ต้องทำสิ่งที่ไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย – 2.) เลิกทำงานอดิเรกที่ไม่มีประโยชน์ต่อชีวิต แล้วทดแทนด้วยงานอดิเรกที่มีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่า เช่น อ่านหนังสือแทนการเล่นเกมส์ – 3.) 15 นาทียาวนานนัก คนเรามักจะมีเวลาว่างช่วงสั้นๆ 15 นาทีบ่อยๆ ถ้ามีเวลาว่างช่วงสั้นๆแบบนั้น หากงานไหนสามารถทำให้เสร็จได้ใน 15 นาที ให้ลงมือทำเลย – 4.) ยิ่งยุ่งยิ่งมีเวลา คนส่วนใหญ่มักจะมองหาเวลาว่างเพื่อจัดการงานที่ค้างคา แต่มักจะมีปัญหาไม่ยอมทำอะไรเลยในเวลาว่างเพราะไม่เร่งรีบ การลงมือทำในช่วงที่ยุ่งกว่า จะกดดันให้เราเร่งทำงานให้เสร็จ จะได้ผลลัพท์จากการทำงานที่ดีกว่า
29.) วิธีใช้ “คาร์เพ เดี้ยม” — คำว่า “คาร์เพ เดี้ยม” เสมือนเป็นคาถาที่นิยมในเกาหลี น่าจะมีความหมายที่แท้จริงว่า ให้เชื่อมั่นว่าสิ่งที่วาดฝันจะเป็นจริงขึ้นมาได้ อย่ากังวลกับอดีตที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด สนุกกับการลงมือทำ และเพลิดเพลินกับปัจจุบัน จงฉวยวันนี้เอาไว้
30.) เสียงสัมผัสของชีวิตคืออะไร — ในเพลงแร๊พของเอมิเน็มเต็มไปด้วยคำด่าที่หยาบคาย แต่เสียงสัมผัสของคำในเพลงของเขากลับทำให้กลายเป็นเพลงที่ไพเราะขึ้นมา นอกจากบทเพลงหรือบทกวี ชีวิตของคนก็น่าจะมีเสียงสัมผัสที่สอดประสานเช่นกัน จงสร้างกฏเกณฑ์ของชีวิตขึ้นมา ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามจังหวะและกฏเกณฑ์นั้น เมื่อเสียงสัมผัสสามารถเปลี่ยนคำด่าเป็นบทกวีได้ เสียงสัมผัสของชีวิตก็น่าจะทำให้เราก้าวข้ามอุปสรรคของชีวิตได้เช่นกัน
31.) ปาฏิหารย์คือสิ่งที่สำเร็จได้ทีละเล็กทีละน้อย — ในหนังสือชื่อว่า สัมฤทธิ์พิศวง มีเนื้อหาที่พูดว่า คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องผ่านการฝึกฝนเรื่องนั้นมาแล้ว 10,000 ชั่วโมง เทียบเท่ากับการฝึกฝนสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 ปี – ถ้าเราลงทุนเรื่องใดก็ตามวันละ 1 ชั่วโมง เป็นเวลาต่อเนื่องตลอดทั้งปี จะต้องเกิดอะไรดีๆขึ้นกับชีวิตแน่ๆ
32.) จดหมายถึงคุณ – แด่เธอเด็กซิ่วทั้งหลาย — หลายคนอาจสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด อย่าเสียใจให้นานเกินไป ยอมรับความจริงแล้วเดินหน้าต่อ นักกีฬาโอลิมปิคกว่าจะได้เหรียญทองมาได้ ต้องผ่านการฝึกซ้อม หกล้มและผิดหวังหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะประสบความสำเร็จทุกคนก็ต้องผ่านความล้มเหลวมาก่อน การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ได้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่าลืมความจริงที่ว่าการใช้ชีวิตยังดำเนินต่อไป หากต้องการประบสบความสำเร็จยังต้องพยายามต่อ ความยากลำบากยังคงดำเนินต่อไป ความสำเร็จครึ่งๆกลางๆ(สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แต่เรยนได้ไม่ดี)เลวร้ายยิ่งกว่าการล้มเหลวตั้งแต่ครั้งแรกเสียอีก จงจัดการตัวเองให้เหมาะสมกับความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง ต้องทำเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย
33.) จงพาชีวิตไปตามการตัดสินใจ — โดยส่วนมากคนที่เป็นแม่จะคอยจัดการเรื่องของลูกทุกๆเรื่อง เลือกเส้นทางของลูก เลือกสาขาที่เรียน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ค่านิยมเปลี่ยนไป แม่ทุกยุคทุกสมัยคอยจัดการชีวิตของลูกไม่เปลี่ยน ความคาดหวังของแม่ก็ยังเหมือนเดิม ให้ลูกเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ต้องประสบความสำเร็จสูงสุด และล้มเหลวน้อยที่สุด แม่จะคอยตัดสินใจให้เพราะแม่เชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่า หากเป็นพ่อแม่ที่การศึกษาสูงหรือประสบความสำเร็จทางสังคม การตัดสินใจของพ่อแม่ก็จะยิ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตของลูกมากขึ้น คนที่เป็นลูกต้องค่อยๆหัดก้าวเดินด้วยตัวเองทีละนิด ทำทุกอย่างด้วยตัวเองให้ได้ เชื่อมั่นในตัวเอง หัดเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองให้ได้
34.) “พรุ่งนี้”นำทางชีวิต “งานของฉัน”นำทางชีิวิต — ผู้เขียนเล่าถึงตัวเองที่เริ่มจากเรียนทางด้านกฏหมาย แต่เปลี่ยนตัวเองมาเรียนด้านการบริหารแทนกฏหมาย แล้วได้เป็นอาจารย์ที่ทำงานวิจัยเรื่องผู้บริโภค ผู้เขียนเล่าว่าวิชากฏหมายไม่เหมาะกับเขา แต่เขาสอนใจเรื่องการบริหารธุรกิจเพราะได้เรียนรู้หลากหลาย และรู้สึกว่าเป็นงานของเขา จึงตัดสินใจเรียนต่อในด้านการบริหาร เศรษฐศาสตร์ แล้วมาทำงานวิจัยนั้น
35.) “จุดบอด”ของเด็กแอลฟา — เด็กแอลฟ่าเป็นเด็กที่เรียนเก่ง ทำคะแนนได้สูง มีความเป็นผู้นำ เหล่าพ่อแม่ของเด็กอัลฟ่าจะรู้สึกว่าเด็กๆเก่งเฉพาะเรื่องเรียนแต่ยังไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องอื่นๆไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เช่นซื้อของผิดก็ไม่รู้วิธีขอคืนของหรือเปลี่ยนของจากร้านค้า เป็นต้น พ่อแม่มักจะบอกลูกว่าเรื่องอื่นๆให้พ่อแม่จัดการ ส่วนลูกจัดการเรื่องเรียนให้ดีก็พอ แต่ชีวิตทำงานหลังจากเรียนจบจะต้องเอาชนะทุกอย่างยกเว้นเรื่องเรียน ดังนั้นเด็กควรเรียนรู้เรื่องอื่นๆนอกจากสิ่งที่อยู่ในตำราเรียนด้วย
36.) มหาวิทยาลัยเป็นเส้นชัยหรือจุดออกตัว? — นักเรียนมัธยมอาจจะคิดว่ามหาวิทยาลัยคือเส้นชัย แต่เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ยังคงจะต้องเรียนต่อไปอีก แล้วยังต้องเตรียมตัวแข่งขันหางานให้ได้หลังจากจบมหาวิทยาลัย การได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผลลัพท์อาจจะใช้ได้เพียงแค่ 1-2 ปีหลังจากเรียนจบ หลังจากที่เวลาผ่านไป การสมัครเข้าทำงานในที่ทำงานอื่น จะไม่ได้ดูที่ปริญญาหรือมหาวิทยาลัยที่จบแล้ว แต่จะดูที่ประสบการณ์การทำงาน ผลงาน หรืออื่นๆ มหาวิทยาลัยเป็นเพียงแค่จุดออกตัวเท่านั้น
37.) ไม่ใช่ความสามารถ แต่จงสร้างเรื่องราวของคุณ — นักเรียน หรือนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบ มักจะพยายามทำให้มีข้อดีมากมายอยู่ในเอกสารประวัติของตัวเอง เพื่อใช้สำหรับการสมัครเข้าเรียนต่อ หรือสมัครเข้าทำงาน การพยายามนี้มักจะเป็นเรื่องที่ทำตามๆกัน คนอื่นทำ เราก็ทำ แต่ถ้ายังไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัด หรือไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง อาจเสียเวลาและเสียเงินไปเปล่า ในการสมัครเข้าทำงานคนที่บริษัทต้องการรับเข้าทำงาน คือคนที่สามารถทำให้บริษัทเติบโตได้ ไม่ได้เกี่ยวกับหลักฐานทางการเรียน ปัจจุบันการสมัครเข้าทำงานเป็นการแข่งขันที่สูง การสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองเป็นเรื่องที่ควรทำ คือการโฟกัสไปที่จุดเดียว คือความสามารถหลักที่น่าจะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเป้าหมายที่อยากทำงานด้วย และใช้วิธีการเล่าเรื่องราวแทนการเขียนประวัติที่เต็มไปด้วยความสามารถที่ไม่ตรงกับความต้องการของบริษัท
38.) วัยยี่สิบมีสิ่งที่สำคัญกว่าเงิน — นักเรียนหลายคนอาจมีปัญหาด้านการเงิน จึงเลือกทำงานพิเศษ งานพิเศษหลายงานไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังเรียนจะทำให้งานหลักหรือสิ่งที่เรียนมีปัญหา งานพิเศษที่ตรงกับความสามารถหรือเป้าหมายคือสิ่งที่ดี แต่ต้องระวังไม่ให้จำนวนเงินที่ได้รับมาเหยียดหยามคุณค่าของอาชีพหลัก อย่าประเมินคุณค่าของงานด้วยเงินที่ได้รับ จงประเมินด้วยเกณฑ์ที่ว่างานนั้นจะสามารถทำให้มีชีวิคใกล้เคียงกับสิ่งที่ฝันไว้ได้มากเพียงใด
39.) มหาวิทยาลัยคืออะไรสำหรับเรา — 1 ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ มหาวิทยาลัยถ่ายทอดความรู้ที่ละเอียด ลึก ไม่ใช่ความรู้ตื้นเขิน มหาวิทยาลัยไม่ใช่สถานที่สอนพิเศษแนะนวการสมัครงาน, 2 ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ สมัยก่อนมหาวิทยาลัยทำหน้าที่รับผิดชอบขับเคลื่อนสังคม สมัยนี้อาจารย์ก้มหน้าก้มตาทำงานวิจัย, 3 ความฝันที่ยิ่งใหญ่ มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งความรู้ งานวิชาการ ความรู้ใหม่ๆแห่งอนาคต แต่นักศึกษาต้องการใบปริญญามากกว่า — ให้ถามบ่อยๆ ว่าสำหรับเรา “มหาวิทยาลัยคืออะไร” “สิ่งที่ต้องแสวงหาคืออะไร” เพียงแค่ได้ใบปริญญา หรือได้ความรู้ที่เราต้องการกันแน่
40.) จงขึ้นรถไฟชีวิตสักครั้ง — เมื่อเรียนจบ การหางานทำมีการแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะการหางานที่รู้สึกว่าดีพอสำหรับตัวเอง แต่ไม่มีทางที่จะยืนยันได้ว่าเราจะได้ทำงานในบริษัทที่อยากทำจริงๆ ในการสมัครงานบริษัทหรือองค์กรไม่ได้มองที่ใบปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่มองที่ประสบการณ์ทำงานด้วย ถ้าหากไม่เลือกงาน ลองทำงานในบริษัทเล็กๆก่อน เราก็จะได้มีประสบการณ์ทำงาน และบริษัทเล็กๆที่ยังไม่มีชื่อเสียงนั้นอาจจะเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ หรือในกรณีที่เราต้องเปลี่ยนงาน เราก็จะมี”ประสบการณ์”สำหรับใช้ในการสมัครงานใหม่ได้
41.) แด่เธอผู้อยู่ที่ลานมหาวิทยาลัย — ชีวิตนักเรียนกับชีวิตทำงานหลังจากเรียนจบแตกต่างกัน เมื่อทำงานจะต้องเจอความกดดันจากการทำงาน คนที่พยายามที่จะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จอาจจะต้องเสียชีวิตส่วนตัว หรืออาจจะไม่ได้อยู่กับครอบครัว บางคนอาจจะไม่สามารถรับความกดดันได้เลือกอาชีพที่เหมาะกับตัวเอง แต่คนที่รับความกดดันไม่ได้แต่ยังต้องทำงานในบริษัทที่มีความกดดันสูง จะรู้สึกอึดอัดไม่มีความสุข จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความสุขส่วนตัวกับความสำเร็จทางการงานและสังคมให้ได้ ถามตัวเองเสมอคิดถึงความฝันและวางแผนเพื่ออนาคตของตัวเอง
42.) จดหมายถึงผม – จินตนาการถึงบั้นปลายชีวิต — บางคนพูดว่าอายุ 20 ปี คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต แต่ทุกคนต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ให้จินตนาการถึงตัวเองที่กำลังโตขึ้น อายุมากขึ้น ความรู้มากขึ้น เราจะเลิกทำตัวงี่เง่าเหมือนคนอายุ 20 เลิกทำตัวไร้สาระเหมือนคนอายุ 30 ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเรา คือทุกๆวันที่เราโตขึ้น
บทส่งท้าย – ลูกชายที่รักของพ่อ — ผู้เขียนเขียนจดหมายถึงลูก – ถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าต้องเองต้องการอะไร มีเป้าหมายอะไร แต่ก็อยากให้รู้สึกท้าทายอยู่เสมอ มีความปรารถนาตลอดเวลา มีฝัน สิ่งที่เลวร้ายมากกว่าการทำผิดพลาดคือไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย